เป้าหมายชัดเจน! ‘อัลเดเกร์’ หวังซิ่งทีมโรงงาน Ducati ลั่นพร้อมจับคู่ ‘อคอสต้า’ ในอนาคต
จังหวะเวลาและความทะเยอทะยานบนเส้นทางสายความเร็ว
ในโลกของมอเตอร์สปอร์ต ความเร็วบนแทร็กอาจตัดสินผู้ชนะในแต่ละเรซ แต่ทิศทางและจังหวะก้าวเดินในอาชีพ คือสิ่งที่ตัดสินความสำเร็จในระยะยาว สำหรับนักแข่งระดับท็อป การได้สวมชุดแข่งสีแดงเพลิงของทีมโรงงานดูคาติ (Ducati) เปรียบเสมือนเป้าหมายสูงสุด และ เฟร์มิน อัลเดเกร์ (Fermín Aldeguer) ก็ไม่ปิดบังความปรารถนานั้นเลยแม้แต่น้อย
หลังจากกระแสข่าวการโยกย้ายทีมที่สร้างความคึกคักไปทั่วทั้งแพดด็อก อัลเดเกร์ได้ออกมาเปิดใจผ่าน Mundo Deportivo อย่างตรงไปตรงมาถึงอนาคตของเขากับค่ายผู้ผลิตสัญชาติอิตาเลียน สิ่งที่สะท้อนออกมาจากคำสัมภาษณ์ไม่ใช่ความร้อนรน แต่เป็นความเข้าใจในสัจธรรมของวงการแข่งรถอย่างลึกซึ้ง
“ผมยังมีเวลาอีกเหลือเฟือในการก้าวไปสู่ทีมโรงงานดูคาติ”
อัลเดเกร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “ผมเข้าใจดีที่พวกเขาเลือก เปโดร (อคอสต้า) เพราะทีมย่อมต้องการดึงตัวนักแข่งที่เก่งที่สุดมาร่วมงานเสมอ พวกเขามีผมอยู่แล้ว และยังมี มาร์ค มาร์เกซ อีกคน แต่คุณไม่มีทางรู้หรอกว่ามาร์คจะเหลือเวลาในวงการนี้อีกนานแค่ไหน”
คำกล่าวนี้ไม่ได้เป็นการพาดพิงถึงนักบิดรุ่นพี่ระดับตำนานในทางลบ แต่เป็นการมองโลกผ่านเลนส์ของความเป็นจริง กงล้อของเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง และการถ่ายเลือดใหม่คือวัฏจักรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่านักแข่งคนนั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม
อนาคตที่เปิดกว้าง: “ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ?”
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการจับคู่กับยอดดาวรุ่งฟอร์มแรงอย่าง เปโดร อคอสต้า ในอนาคต อัลเดเกร์ไม่ได้มองว่าพวกเขาคือคู่แข่งที่ต้องแย่งชิงพื้นที่เพียงเก้าอี้เดียว แต่มองเห็นเป็นภาพความสำเร็จที่สามารถเกิดขึ้นร่วมกันได้
“การได้อยู่ทีมเดียวกับ เปโดร อคอสต้า น่ะเหรอ? เป้าหมายของผมคือการได้บิดให้ทีมโรงงานดูคาติในสักวันหนึ่ง และเปโดรเองก็ยังมีเส้นทางอาชีพอีกยาวไกลอยู่ข้างหน้าเขา ทำไมมันจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ?”
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดทั้งในและนอกสนาม เฟร์มิน อัลเดเกร์ เลือกที่จะยืนอยู่บนพื้นฐานของความใจเย็นและมุ่งมั่น เขาตระหนักดีว่าจุดหมายปลายทางนั้นสำคัญ แต่จังหวะเวลาที่ก้าวเดินนั้นสำคัญยิ่งกว่า
ในเกมกีฬาที่วัดกันด้วยความเร็ว บางครั้งการรู้จักผ่อนคันเร่งเพื่อรอจังหวะเสียบในโค้งที่ถูกต้อง ก็คือกลยุทธ์ที่นำไปสู่ชัยชนะที่ยั่งยืนที่สุด และดูเหมือนว่าอัลเดเกร์กำลังรอคอยโค้งนั้นของเขาอยู่อย่างใจเย็น
