7msport

จุดเปลี่ยนสำคัญ! เผยสเปกยาง “มิชลิน” ศึก Brazilian GP งานกร่อย Ducati แต่อาจเข้าทาง Aprilia?

สงครามหน้ายาง! เจาะลึกสเปก “มิชลิน” ศึก Brazilian GP ตัวแปรสำคัญที่อาจดับฝัน Ducati และส่ง Aprilia ผงาด

ความเร็ว พรสวรรค์ และเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง อาจพาคุณพุ่งทะยานไปข้างหน้า แต่สิ่งที่จะตัดสินว่าคุณจะเข้าเส้นชัยหรือจบลงที่บ่อกรวด… คือ “ยาง” ในการแข่งขัน Estrella Galicia 0,0 Grand Prix of Brazil สุดสัปดาห์นี้ แทร็ก Autódromo Internacional de Goiânia ไม่เพียงแต่เป็นสนามใหม่สำหรับทุกคน แต่ยังเป็นแทร็กที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้าง “ภาระ” (Stress) และความร้อนสะสมให้กับหน้ายางอย่างมหาศาล และนั่นทำให้แบรนด์ยางระดับโลกอย่าง มิชลิน (Michelin) ต้องงัดแผนการระดับพิเศษออกมารับมือ

ความท้าทายแบบอสมมาตร (Asymmetric)

จากประกาศล่าสุด มิชลินได้เตรียมยางสเปกพิเศษเพื่อรับมือกับเลย์เอาต์ของสนามโกยาเนียที่มีโค้งขวามากกว่าโค้งซ้าย โดยยางทั้งล้อหน้าและล้อหลังจะเป็นแบบ “อสมมาตร” (Asymmetric) ที่เสริมความแข็งแกร่งและเนื้อยางที่ทนทานกว่าไว้ที่ “ไหล่ยางด้านขวา” เพื่อรับมือกับภาระที่หนักหน่วง

ความลับของยางล้อหลัง (Rear Tyres):

  • จะมีตัวเลือกยางหลัง 3 แบบ โดย 2 แบบแรกจะใช้ “โครงสร้างเสริมความแข็งแกร่ง” (Reinforced Casing) ซึ่งเป็นโครงสร้างแบบเดียวกับที่ใช้ในสนามโหดๆ อย่าง Red Bull Ring ประเทศออสเตรีย

  • ส่วนยางหลังตัวเลือกที่ 3 จะใช้โครงสร้างแบบเดียวกับที่ใช้ใน บุรีรัมย์ (ไทย) และ มัณฑะลิกา (อินโดนีเซีย) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อลดการเกิดความร้อนสะสม และช่วยให้ยางทำงานอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมได้ยาวนานขึ้น

รอยยิ้มของ Aprilia และ คราบน้ำตาของ Ducati?

ข้อมูลเชิงลึกทางวิศวกรรมนี้ ถือเป็นข่าวใหญ่ที่อาจสั่นสะเทือนกริดสตาร์ท! ตามธรรมชาติแล้ว ยางที่มีโครงสร้างแข็งและทนความร้อนสูงแบบนี้ (Heat-resistant carcasses) มักจะตอบสนองได้ดีกับรถแข่งที่มีคาแรกเตอร์ “ลื่นไหล” (Flowing bikes) หรือรถที่เน้นการรักษาความเร็วสูงในโค้ง ซึ่งรถที่โดดเด่นที่สุดในสไตล์นี้เวลานี้คือ Aprilia และรวมถึง Yamaha

ในทางกลับกัน รถแข่งสไตล์ “Stop-and-Go” ที่เน้นการเบรกให้ลึกสุดใจ หักเลี้ยวให้แคบ แล้วกระแทกคันเร่งออกไปให้แรงที่สุดอย่าง Ducati หรือ KTM มักจะประสบปัญหาในการสร้างความยึดเกาะ (Grip) จากยางโครงสร้างแข็งลักษณะนี้ หากจำกันได้ ปัญหาอาการ “หน้าดื้อ” และการขาดความมั่นใจในยางของนักแข่ง Ducati หลายคน ก็มักจะเกิดชัดเจนขึ้นในสนามที่ใช้ยางโครงสร้างพิเศษเหล่านี้

ขยายเวลา ขยายโอกาส

เพื่อให้นักแข่งและทีมงานมีเวลาทำความเข้าใจกับแทร็กใหม่และประเมินประสิทธิภาพของยาง มิชลินและฝ่ายจัดการแข่งขันจึงได้ประกาศเพิ่มเวลาในรอบฝึกซ้อม (Practice) วันศุกร์ให้ยาวนานขึ้น

พร้อมทั้งเพิ่มโควตายางให้นักแข่งแต่ละคน โดยสามารถเลือกใช้ยางหน้าได้ 12 เส้น และยางหลัง 14 เส้นตลอดสุดสัปดาห์ (จากตัวเลือกยางหน้า Soft 6, Medium 6, Hard 6 และยางหลัง Soft 8, Medium 6, Hard 5) ซึ่งมากกว่าโควตาปกติ เพื่อให้ทุกคนได้ทดลองหาจุดสมดุลที่ดีที่สุดของตัวเอง

ในโลกของมอเตอร์สปอร์ต บางครั้งชัยชนะก็ไม่ได้เป็นของผู้ที่ขับขี่ได้ดุดันที่สุด แต่เป็นของผู้ที่เข้าใจและดูแล “ยาง” ของตัวเองได้ดีที่สุด… มารอดูกันว่า ทัพนักบิด Ducati จะสามารถปรับเซ็ตอัพเพื่อเอาชนะข้อจำกัดทางเทคนิคนี้ได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นเวทีที่สร้างมาเพื่อให้ค่าย Noale อย่าง Aprilia ผงาดขึ้นครองความยิ่งใหญ่อีกครั้ง