อเล็กซ์ มาร์เกซ ไหล่ยังเจ็บ แต่ไม่ยอมเป็นตัวช่วยของมาร์คที่อารากอน

อเล็กซ์ มาร์เกซ ไหล่ยังเจ็บ แต่ไม่ยอมเป็นตัวช่วยของมาร์คที่อารากอน

ในโรงรถของ บีเค8 เกรซินี เรซซิ่ง ก่อนการแข่งขันที่อารากอน มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญกว่าความเร็วของรถอยู่พักใหญ่ นั่นคือสภาพร่างกายของ อเล็กซ์ มาร์เกซ ไหล่ของเขายังไม่สมบูรณ์ แผ่นโลหะยังอยู่กับกระดูกไหปลาร้า และร่างกายเพิ่งผ่านช่วงฟื้นฟูอย่างหนัก

หลังการแข่งขันที่ซิลเวอร์สโตน อเล็กซ์ต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อฟื้นตัวจากอาการอักเสบ ก่อนจะกลับมาฝึกซ้อมได้เกือบตามปกติในช่วงสัปดาห์ก่อนอารากอน แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังยอมรับว่าแผ่นโลหะที่อยู่ในไหปลาร้ายังคงจำกัดการเคลื่อนไหว และคาดว่าจะมีอาการไม่สบายต่อไปจนกว่าจะสามารถถอดออกได้ในช่วงปลายปี :contentReference[oaicite:1]{index=1}

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจไม่ได้มีแค่เรื่องอาการบาดเจ็บ เพราะอารากอนยังเป็นหนึ่งในสนามที่ มาร์ค มาร์เกซ ต้องการคะแนนอย่างมากในเส้นทางลุ้นแชมป์โลก ทุกคะแนนมีค่า และทุกตำแหน่งสามารถเปลี่ยนสถานการณ์บนตารางคะแนนได้

ดังนั้น อเล็กซ์ จึงกำลังเผชิญกับสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือร่างกายที่ยังไม่เต็มร้อย และเรื่องที่สองคือสถานการณ์ของพี่ชายที่กำลังต้องการคะแนนเพื่อไล่ล่าตำแหน่งแชมป์

คำถามจึงตามมาทันทีว่า หากอเล็กซ์มีโอกาสชนะการแข่งขันที่อารากอน เขาจะยอมชะลอเพื่อช่วยมาร์คหรือไม่?

คำตอบของเขาชัดเจนมาก

อเล็กซ์ มาร์เกซ กับการแข่งขันโมโตจีพี ก่อนลงสนามอารากอน
อเล็กซ์ มาร์เกซ กำลังเข้าสู่การแข่งขันอารากอนท่ามกลางปัญหาอาการบาดเจ็บและการลุ้นแชมป์ของมาร์ค

อเล็กซ์ มาร์เกซ ยังเลือกเป็นตัวเอง

ถ้าเขามีโอกาสชนะ เขาก็จะพยายามชนะ ไม่ว่าคนที่อยู่รอบตัวจะเป็นมาร์ค มาร์เกซ ฮอร์เก มาร์ติน มาร์โก เบซเซคคี หรือใครก็ตามที่กำลังต่อสู้เพื่อแชมป์โลก

อเล็กซ์ มองว่าตัวเองต้องทำการแข่งขันของตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเอง และพยายามดึงคะแนนออกมาให้ได้มากที่สุดเพื่อทีมที่ตัวเองเป็นตัวแทน นั่นคือเกรซินี :contentReference[oaicite:2]{index=2}

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักแข่ง แต่เมื่อคู่แข่งตรงหน้าคือพี่ชายของตัวเอง ความหมายของประโยคนี้กลับลึกขึ้นทันที

เพราะสิ่งที่อเล็กซ์กำลังปกป้องไม่ใช่แค่ตำแหน่งบนตาราง แต่คือสิทธิ์ในการเป็นนักแข่งของตัวเอง

เขายังเป็นน้องชายของมาร์คได้ เขายังสามารถรักและสนับสนุนพี่ชายได้ แต่สิ่งนั้นไม่จำเป็นต้องทำให้เขาเปลี่ยนวิธีแข่งทุกครั้งที่ทั้งสองคนอยู่บนสนามเดียวกัน

ความสัมพันธ์ในครอบครัวกับการแข่งขันเป็นคนละเรื่อง

ความพิเศษของครอบครัวมาร์เกซคือทั้งมาร์คและอเล็กซ์ต่างเข้าใจโลกของนักแข่งเป็นอย่างดี พวกเขาสามารถพูดคุยกันหลังการแข่งขัน สามารถให้คำแนะนำกัน และสามารถช่วยเหลือกันในชีวิตประจำวัน

แต่ทันทีที่หมวกกันน็อกถูกสวมและไฟแดงกำลังจะดับ ความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่งก็เกิดขึ้น

มาร์คกลายเป็นคู่แข่ง

อเล็กซ์ก็กลายเป็นคู่แข่ง

ถ้าอเล็กซ์มีจังหวะแซง เขาก็มีสิทธิ์แซง ถ้ามีโอกาสชนะ เขาก็มีสิทธิ์พยายามคว้าชัย และถ้ามาร์คเร็วกว่า หน้าที่ของมาร์คก็คือการเอาชนะเขา

นี่ไม่ใช่ความขัดแย้งในครอบครัว แต่มันคือการแข่งขันกีฬาอาชีพ

บางทีการเคารพกันมากที่สุดในสนามอาจไม่ใช่การยอมให้อีกฝ่าย แต่เป็นการยอมให้อีกฝ่ายแข่งขันอย่างเต็มความสามารถ

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญกับอเล็กซ์มากกว่าหนึ่งชัยชนะ

อเล็กซ์ ใช้เวลาหลายปีในการสร้างตัวเองขึ้นมา เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาของนามสกุลมาร์เกซมาตลอด

ตั้งแต่วันที่ขึ้นมาจากรุ่นเล็ก หลายคนถามว่าเขาจะตามพี่ชายทันหรือไม่ เมื่อได้แชมป์โลกโมโตทูในปี 2019 คำถามก็เปลี่ยนเป็นว่าเขาจะประสบความสำเร็จในรุ่นใหญ่เหมือนมาร์คหรือเปล่า

แม้กระทั่งในวันที่เขาประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง คำเปรียบเทียบก็ยังไม่หายไป

แต่สิ่งที่เกรซินีมอบให้เขาคือพื้นที่ในการเป็นตัวเอง

เขาไม่ได้ต้องพยายามเป็นมาร์คคนที่สอง เขาไม่จำเป็นต้องสร้างผลงานเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเก่งกว่าพี่ชาย เขาเพียงต้องเป็นอเล็กซ์ในแบบของตัวเอง

นั่นคือเหตุผลที่คำพูดของเขาก่อนอารากอนจึงมีน้ำหนักมากกว่าประโยคว่า “ผมไม่ช่วยพี่”

สิ่งที่เขากำลังพูดจริง ๆ คือ “ผมจะไม่ยอมเปลี่ยนตัวตนของตัวเองเพียงเพราะคู่แข่งคือพี่ชาย”

เกรซินีคือพื้นที่ที่ทำให้อเล็กซ์สร้างชื่อของตัวเอง

ช่วงเวลาที่อเล็กซ์อยู่กับเกรซินีมีความสำคัญต่อเส้นทางอาชีพอย่างมาก เพราะเป็นช่วงที่เขาได้รับโอกาสสร้างผลงานในแบบของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

เขากลายเป็นนักแข่งหมายเลข 73 ที่ทีมต้องพึ่งพา เป็นคนที่ต้องทำงานร่วมกับวิศวกร เป็นคนที่ต้องช่วยทีมค้นหาการตั้งค่ารถ และเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบกับผลการแข่งขันของตัวเอง

ในปี 2025 เขาก้าวไปถึงตำแหน่งรองแชมป์โลก ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่าเขาสามารถสร้างผลงานในระดับสูงสุดได้ด้วยตัวเอง

ปีนั้นช่วยเปลี่ยนภาพของเขาในสายตาคนจำนวนมาก จากเดิมที่ถูกเรียกว่า “น้องชายของมาร์ค” กลายเป็นนักแข่งที่มีผลงานของตัวเอง

ดังนั้นเมื่อวันนี้เขาต้องเจอกับคำถามว่าจะยอมช่วยพี่ชายหรือไม่ คำตอบของเขาจึงแทบไม่ต้องคิดมาก เพราะเขารู้ว่าตัวเองต้องรักษาสิ่งที่ใช้เวลาหลายปีสร้างขึ้นมา

ไหล่ยังเจ็บ และร่างกายคือคู่แข่งอีกคน

ปัญหาของอเล็กซ์ไม่ได้มีเพียงการแข่งขันกับนักแข่งคนอื่น เพราะในเวลานี้ร่างกายของเขาเองก็กลายเป็นอีกหนึ่งคู่แข่ง

กระดูกไหปลาร้าของเขาแตกถึงสี่จุดจากอุบัติเหตุที่มอนต์เมโล และต้องใช้แผ่นโลหะขนาดใหญ่กว่าปกติเพื่อยึดกระดูก นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อเส้นประสาทและบริเวณสะบักด้วย :contentReference[oaicite:3]{index=3}

สำหรับนักแข่งโมโตจีพี อาการลักษณะนี้ส่งผลมากกว่าการเจ็บบริเวณไหล่ เพราะหัวไหล่และแขนมีบทบาทในแทบทุกช่วงของการขี่

ต้องใช้ตอนเบรก

ต้องใช้ตอนเปลี่ยนทิศทาง

ต้องใช้ตอนรับแรงจากรถ

ต้องใช้ตอนควบคุมแฮนด์

และต้องใช้ต่อเนื่องตลอดการแข่งขัน

ดังนั้นแม้กระดูกจะกำลังฟื้นตัว แต่อาการไม่สมบูรณ์ยังสามารถสร้างข้อจำกัดในการขี่ได้จริง

อเล็กซ์ไม่ได้กลับมาเพราะบอกว่าตัวเองหายแล้ว

หนึ่งในรายละเอียดที่น่าสนใจคืออเล็กซ์ไม่ได้พยายามสร้างภาพว่าตัวเองกลับมาเป็นปกติร้อยเปอร์เซ็นต์

เขายอมรับว่าร่างกายยังมีข้อจำกัด แต่ก็รู้สึกว่ากำลังดีขึ้น และเชื่อว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปได้อีกในระหว่างสุดสัปดาห์การแข่งขัน :contentReference[oaicite:4]{index=4}

นี่เป็นแนวคิดที่แตกต่างจากการพูดว่า “ผมไม่เป็นอะไร”

การยอมรับว่าตัวเองยังเจ็บไม่ได้หมายความว่าเขาอ่อนแอ แต่มันหมายถึงเขารู้จักประเมินสภาพร่างกายตามความเป็นจริง

นักแข่งที่รู้ข้อจำกัดของตัวเองอาจสามารถบริหารการแข่งขันได้ฉลาดกว่า นักแข่งที่พยายามหลอกตัวเองว่าร่างกายพร้อมเต็มร้อยทั้งที่ไม่ใช่

ทำไมอารากอนอาจเหมาะกับสถานการณ์ของเขา

อารากอนมีลักษณะสนามที่อาจช่วยให้อเล็กซ์รับมือกับข้อจำกัดทางร่างกายได้ง่ายกว่าบางสนาม

จากข้อมูลในต้นฉบับ สนามแห่งนี้มีโค้งซ้ายจำนวนมาก มีจุดเบรกหนัก และมีโค้งความเร็วต่ำไม่มากเท่าบางสนาม ลักษณะดังกล่าวอาจช่วยให้เขาชดเชยข้อจำกัดบริเวณไหล่ได้บางส่วน :contentReference[oaicite:5]{index=5}

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าการแข่งขันจะง่าย เพราะการขี่รถระดับโมโตจีพีเป็นเวลาหลายรอบยังคงสร้างภาระให้ร่างกายสูงมาก

สิ่งที่อเล็กซ์ต้องทำคือเลือกใช้พลังอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องผลักรถทุกโค้งจนถึงขีดสุด แต่ต้องรู้ว่าจุดไหนควรโจมตีและจุดไหนควรรักษาร่างกาย

สิ่งที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้มองมาร์คเป็นภาระ

หากอเล็กซ์ต้องเจอกับมาร์คในสนาม เขาสามารถเลือกมองได้หลายแบบ เขาอาจคิดว่าพี่ชายกำลังลุ้นแชมป์ หรือคิดว่าการต่อสู้กับพี่ชายอาจสร้างปัญหา

แต่สิ่งที่เขาเลือกคือการมองมาร์คในฐานะคู่แข่งคนหนึ่ง

ความคิดแบบนี้ช่วยทำให้การแข่งขันง่ายขึ้น เพราะเขาไม่ต้องสร้างเงื่อนไขเพิ่มให้ตัวเอง

ถ้าเร็วกว่า ก็แซง

ถ้าช้ากว่า ก็ต้องหาวิธีไล่

ถ้ามีโอกาสชนะ ก็ต้องพยายาม

ถ้ามาร์คแซงได้ ก็ต้องกลับมาดูว่าตัวเองเสียเวลาไปตรงไหน

ไม่มีความจำเป็นต้องเอาความสัมพันธ์ในครอบครัวมาปะปนกับการตัดสินใจทุกครั้งบนสนาม

ความสม่ำเสมออาจสำคัญกว่าความกล้าในสนาม

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจจากสถานการณ์ของอเล็กซ์คือเรื่องความสม่ำเสมอ เพราะเขาเองเพิ่งผ่านอาการบาดเจ็บและยังมีข้อจำกัดทางร่างกาย

ในสถานการณ์แบบนี้ การพยายามขี่ให้เร็วที่สุดในทุกโค้งอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด

เขาอาจต้องเลือกใช้รูปแบบการแข่งขันที่ชาญฉลาดกว่าเดิม ยอมเสียเวลาเล็กน้อยในบางช่วงเพื่อรักษายางและร่างกาย แล้วค่อยโจมตีเมื่อมีโอกาส

นี่คือสิ่งที่ประสบการณ์หลายปีสามารถช่วยได้ นักแข่งไม่จำเป็นต้องชนะทุกโค้งเพื่อชนะการแข่งขัน แต่ต้องเลือกให้ถูกว่าโค้งไหนควรเสี่ยง

ยิ่งร่างกายมีข้อจำกัด การเลือกจังหวะยิ่งสำคัญ

ความเจ็บไม่ได้ทำให้ตัวตนของเขาเปลี่ยนไป

บางทีสิ่งที่เห็นชัดที่สุดจากเรื่องราวทั้งหมดคืออาการบาดเจ็บไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดของอเล็กซ์

เขายังต้องการแข่ง

ยังต้องการชนะ

ยังต้องการทำผลงานให้เกรซินี

และยังต้องการเป็นคนตัดสินใจว่าจะขี่อย่างไรด้วยตัวเอง

เขาไม่ได้กลับมาเพราะอยากเป็นฮีโร่ ไม่ได้กลับมาเพื่อแสดงว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าคนอื่น และไม่ได้กลับมาเพียงเพื่อช่วยมาร์ค

เขากลับมาเพราะเขายังเป็นนักแข่ง และยังมีเป้าหมายของตัวเอง

อารากอนจึงเป็นบททดสอบสามด้าน

สำหรับอเล็กซ์ การแข่งขันครั้งนี้มีบททดสอบอย่างน้อยสามเรื่อง

เรื่องแรกคือร่างกาย เขาต้องดูว่าไหล่สามารถรับการแข่งขันเต็มรูปแบบได้แค่ไหน และอาการจะรุนแรงขึ้นหรือไม่เมื่อการแข่งขันดำเนินไป

เรื่องที่สองคือความเร็ว หลังจากซิลเวอร์สโตน เขามองว่าผลงานของดูคาติไม่ได้เลวร้ายทั้งหมด และเชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพที่จะต่อสู้กับกลุ่มหน้าได้มากกว่าผลการแข่งขันที่ออกมา :contentReference[oaicite:6]{index=6}

เรื่องที่สามคือจิตใจ เขาต้องตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะเสี่ยงมากแค่ไหน โดยไม่ปล่อยให้เรื่องการลุ้นแชมป์ของมาร์คเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเอง

สามเรื่องนี้จะบอกเราได้มากว่าอเล็กซ์พร้อมแค่ไหนสำหรับช่วงที่เหลือของฤดูกาล

เขาไม่ได้กำลังพยายามเป็นฮีโร่

เรื่องนี้เป็นอีกจุดที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก เพราะอเล็กซ์ไม่ได้พูดในลักษณะว่า “ผมจะสู้ทั้งที่เจ็บเพื่อพิสูจน์ตัวเอง”

เขาเพียงยอมรับว่าร่างกายยังมีข้อจำกัด และพยายามดูว่าตัวเองสามารถทำอะไรได้มากที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่มี

นี่เป็นแนวคิดที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่า เพราะนักแข่งระดับสูงไม่ได้มีหน้าที่ต้องเป็นฮีโร่ทุกสุดสัปดาห์

บางครั้งหน้าที่คือการรู้ว่าตัวเองพร้อมแค่ไหน

และบางครั้งหน้าที่คือการรู้ว่าควรหยุดตรงไหน

เพราะสุดท้าย คนที่อยู่บนรถคืออเล็กซ์

คนที่ต้องเบรกคืออเล็กซ์

คนที่ต้องรับแรงกระแทกคืออเล็กซ์

คนที่ต้องเปลี่ยนทิศทางรถคืออเล็กซ์

คนที่ต้องตัดสินใจว่าจะโจมตีหรือป้องกันคืออเล็กซ์

และคนที่จะต้องรับผลจากการตัดสินใจทั้งหมดก็ยังเป็นอเล็กซ์

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เขาจะเป็นคนเลือกว่าจะลงสนามอย่างไร

คำแนะนำจากทีมมีความสำคัญ ข้อมูลจากวิศวกรมีความสำคัญ ครอบครัวมีความสำคัญ แต่สุดท้ายคนที่อยู่บนรถและต้องตัดสินใจภายในเสี้ยววินาทีก็คือเขา

มาร์คมีเส้นทางของมาร์ค อเล็กซ์มีเส้นทางของอเล็กซ์

นี่อาจเป็นประโยคที่สรุปความสัมพันธ์ของสองพี่น้องได้ดีที่สุด

มาร์คมีเส้นทางของตัวเอง เขาต้องการแชมป์โลกและต้องการคะแนน

อเล็กซ์ก็มีเส้นทางของตัวเอง เขาต้องการกลับมาแข็งแกร่งและสร้างผลงานให้กับทีม

เป้าหมายทั้งสองอย่างสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ แม้บางครั้งจะต้องมาอยู่บนสนามเดียวกันและแย่งตำแหน่งเดียวกัน

พี่น้องไม่จำเป็นต้องช่วยกันทุกครั้งเพื่อพิสูจน์ว่ารักกัน

บางครั้งการปล่อยให้อีกฝ่ายแข่งขันเต็มที่ต่างหากที่แสดงถึงความเคารพ

สิ่งที่อเล็กซ์ใช้เวลาหลายปีสร้างขึ้น

เมื่อมองจากจุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้ อเล็กซ์ต้องผ่านอะไรมามากกว่าที่อันดับบนตารางคะแนนจะอธิบายได้

เขาเคยถูกเปรียบเทียบ

เคยถูกตั้งคำถาม

เคยมีช่วงเวลาที่ผลงานไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

และต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อสร้างชื่อของตัวเองขึ้นมา

วันนี้เขาคืออเล็กซ์ มาร์เกซ นักแข่งหมายเลข 73 นักแข่งของเกรซินี และอดีตรองแชมป์โลก

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงไม่ต้องการให้ใครกำหนดวิธีแข่งขันให้เพียงเพราะคู่แข่งคนหนึ่งใช้นามสกุลเดียวกับเขา

บทสรุป: ไหล่ยังเจ็บ แต่ อเล็กซ์ มาร์เกซ ยังเป็นอเล็กซ์

อารากอนกำลังเป็นบททดสอบที่สำคัญของอเล็กซ์ทั้งในด้านร่างกาย ความเร็ว และสภาพจิตใจ เขายังมีแผ่นโลหะอยู่ในไหล่ ยังคงมีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหว และต้องประเมินตัวเองทุกครั้งที่ลงสนาม :contentReference[oaicite:7]{index=7}

ขณะเดียวกัน มาร์ค มาร์เกซ กำลังต่อสู้เพื่อแชมป์โลก และทุกคะแนนมีค่า แต่เรื่องนั้นไม่ทำให้อเล็กซ์เปลี่ยนหน้าที่ของตัวเอง

เขาไม่ได้ลงสนามเพื่อเป็นผู้ช่วยของพี่ชาย

และก็ไม่ได้ลงสนามเพื่อต่อต้านพี่ชาย

เขาลงสนามเพื่อแข่ง

เพื่อเกรซินี

เพื่อคะแนนของตัวเอง

และเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่สร้างมาหลายปีนั้นยังอยู่กับเขา

ถ้ามีโอกาสชนะ เขาจะพยายามชนะ

ถ้ามีโอกาสขึ้นโพเดียม เขาจะพยายามขึ้น

ถ้าต้องต่อสู้กับมาร์ค เขาก็จะต่อสู้

ไม่ใช่เพราะเขาไม่รักพี่ชาย แต่เพราะความสัมพันธ์ในครอบครัวกับการแข่งขันเป็นคนละเรื่องกัน

เมื่อไฟแดงดับ ทั้งสองคนคือคู่แข่ง

เมื่อการแข่งขันจบ ทั้งสองคนก็กลับไปเป็นพี่น้อง

และบางทีนี่อาจเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่แข็งแรงที่สุดสำหรับครอบครัวที่มีนักแข่งระดับโลกถึงสองคน

เพราะการเคารพกันไม่ได้หมายความว่าต้องยอมกัน

มันอาจหมายถึงการยอมให้อีกฝ่ายเป็นตัวเองอย่างเต็มที่

ดังนั้น เรื่องของอเล็กซ์ที่อารากอนจึงไม่ควรถูกเล่าเพียงว่า “เขาจะช่วยมาร์คหรือไม่”

คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ หลังจากผ่านอาการบาดเจ็บ ผ่านการถูกเปรียบเทียบ และผ่านช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสมาหลายปี อเล็กซ์ มาร์เกซ ยังเลือกเป็นตัวเองได้หรือไม่

คำตอบของเขาในวันนี้ชัดเจนมาก

ยังเลือกเป็นตัวเอง และถ้ามีโอกาสชนะ เขาก็จะพยายามคว้ามันไว้

ไหล่อาจยังเจ็บ แผ่นโลหะอาจยังอยู่ในร่างกาย แต่สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือความต้องการเป็นนักแข่งของตัวเอง

ติดตามข่าวโมโตจีพีเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสาร บทวิเคราะห์ และเรื่องราวของ อเล็กซ์ มาร์เกซ รวมถึงการแข่งขันโมโตจีพีเพิ่มเติมได้ที่ 7MSport

สำหรับข้อมูลการแข่งขัน ข่าวสาร และรายละเอียดจากรายการโดยตรง สามารถติดตามได้ที่ เว็บไซต์โมโตจีพีอย่างเป็นทางการ

Similar Posts