ร่างกายและใจพร้อมรบ! “อเล็กซ์ มาร์เกซ” ลั่นก้าวข้ามฝันร้าย ถอยเพื่อกลับมาล่าความสำเร็จเต็มร้อยที่แอสเซน
บททดสอบ ณ โบสถ์หลวงแห่งความเร็ว: “อเล็กซ์ มาร์เกซ” ลั่น “ผมพร้อมแล้ว ทั้งร่างกายและจิตใจ” สำหรับดัตช์จีพี
ในโลกของ MotoGP ที่ไร้ความปรานี การรู้จักรับฟังเสียงของร่างกายตัวเองคือคุณสมบัติสำคัญที่คั่นกลางระหว่างความบ้าระห่ำ กับความเป็นมืออาชีพที่แท้จริง หลังจากที่ใช้นามสนามเบอร์โน่เป็นพื้นที่ทดสอบแรงกระแทก และตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะหยุดพักเพื่อไม่ให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้น ล่าสุด อเล็กซ์ มาร์เกซ (Álex Márquez) ยอดนักบิดสายเลือดสเปนของทีม Gresini Racing ก็ได้เดินทางมาถึงสนาม TT Circuit Assen พร้อมกับแววตาของนักสู้ที่มั่นใจว่าเขาพร้อมแล้วสำหรับสงครามครั้งใหม่
สนามเนเธอร์แลนด์กรังด์ปรีซ์ หรือที่รู้จักกันในนาม “The Cathedral” (โบสถ์หลวง) ของวงการมอเตอร์สปอร์ต ไม่ใช่แทร็กที่ปรานีใคร การมาลงแข่งที่นี่ในสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แทบไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย แต่มาร์เกซคนน้องกลับมองโลกในแง่ดีหลังจากผ่านสัปดาห์แห่งการฟื้นฟูร่างกายอย่างหนักในเงามืด
คุณค่าของเวลา 5 วัน: จากความระมัดระวังสู่ความทะเยอทะยาน
กลยุทธ์ของอเล็กซ์นั้นชัดเจน การหยุดพักที่สาธารณรัฐเช็กไม่ใช่การยอมแพ้ แต่มันคือการลงทุนระยะสั้นที่คุ้มค่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กิจวัตรของเขาคือการแข่งขันกับเวลาเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ฝ่อลงไปในช่วงที่ร่างกายต้องอยู่นิ่งๆ จากอาการบาดเจ็บไหปลาร้าและกระดูกคอร้าว
“มันเหมือนเป็นการผสมผสานกันครับ คุณไม่มีทางสร้างกล้ามเนื้อที่สูญเสียไปเป็นเดือนได้ภายใน 5 วันหรอก สิ่งที่ต้องทำคือการจัดสรรเวลาระหว่างการพักผ่อน การกายภาพบำบัด และการออกกำลังกายกล้ามเนื้อ เราทำทุกอย่างผสมกันไป” อเล็กซ์เปิดใจ ซึ่งผลลัพธ์จากความทุ่มเทนั้นทำให้เขามาถึงแอสเซนด้วยความมั่นใจ “ตอนนี้ผมพร้อมมากขึ้นแล้วครับ ทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย ในการที่จะเผชิญหน้ากับการแข่งขันแบบเต็มรูปแบบตลอดสุดสัปดาห์”
สิ่งที่แตกต่างจากเรซที่แล้วคือ ในขณะที่เบอร์โน่เขาต้องประเมินอาการแบบเซสชันต่อเซสชัน แต่ที่แอสเซน เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียวคือการจบการแข่งขันให้ได้ “ที่เช็กผมอาจจะฝืนขี่จนจบสุดสัปดาห์ก็ได้ถ้าดูแค่เรื่องกล้ามเนื้อ แต่เราเลือกที่จะหยุดเพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้การล้มทำให้อาการแย่ลง แต่ที่นี่เป้าหมายของผมคือการลงแข่งให้ครบโปรแกรม” โดยเจ้าตัวตั้งเป้าว่าจะลงลุยศึกสปรินต์เรซในวันเสาร์แน่นอน ส่วนเรซหลักวันอาทิตย์เขาจะขอรับฟังเสียงของร่างกายอีกครั้ง
นรกทางกายภาพของแอสเซน และสัจธรรมของการควบคุมความเร็ว
หากจะมีสนามไหนที่ทำร้ายร่างกายของนักแข่งที่ยังมีอาการบาดเจ็บได้มากที่สุด สนามแห่งนั้นคือแอสเซน ด้วยลักษณะโค้งที่ต้องเปลี่ยนทิศทางด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักแข่งต้องใช้พละกำลังมหาศาลในการควบคุมรถ Ducati ที่มีน้ำหนักมากกว่า 150 กิโลกรัม ซึ่งอเล็กซ์ยอมรับว่านี่คือเหตุผลที่เขาเลือกคัมแบ็กที่เบอร์โน่ก่อน เพื่อไม่ให้ต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ที่สนามอันโหดหินแห่งนี้
ยอดนักบิดดีกรีแชมป์โลก 2 สมัย ยังได้ให้บทเรียนล้ำค่าที่ทำลายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการขี่มอเตอร์ไซค์ใช้แค่กำลังแขน โดยเขาเปรียบเทียบกีฬาชนิดนี้ได้อย่างลึกซึ้งว่า:
“ผมมักจะเปรียบเทียบการขี่รถ MotoGP กับกีฬาว่ายน้ำเสมอครับ เพราะคุณต้องใช้ร่างกายทุกส่วน คนทั่วไปอาจจะคิดว่าเราใช้แค่แขน แต่ความจริงมันต้องใช้ทั้งขา แกนกลางลำตัว หัวไหล่ กล้ามเนื้อต้นขาด้านใน… ทุกส่วนจริงๆ ครับ”
นอกจากนี้เขายังเผยความลับทางเทคนิคว่า ช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดไม่ใช่ตอนบิดคันเร่งดึงหน้าตั้ง “ตอนที่คุณเปิดคันเร่งเปิดสุด รถมันจะเคลื่อนที่ได้ง่ายกว่า ปัญหาที่แท้จริงจะมาตอนที่คุณยกคันเร่งและเบรก (ตัดแก๊ส) ตอนนั้นแหละที่รถจะหนักอึ้งขึ้นมาทันที และคุณต้องใช้ทั้งร่างกายและเทคนิคทั้งหมดที่มีเพื่อควบคุมมัน”
ความอดทน: เกราะกำบังของแชมเปี้ยน
แม้ว่าความรู้สึกโดยรวมจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่อเล็กซ์ มาร์เกซ ก็ไม่ได้ปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เขารู้ดีว่าร่องรอยบาดแผลจากอุบัติเหตุรุนแรงที่มอนต์เมโลยังคงซ่อนอยู่ และพร้อมจะแสดงอาการเจ็บแปลบออกมาเมื่อเขาใช้ร่างกายเกินขีดจำกัด
“ทัศนคติยังต้องเหมือนเดิมครับ เราไม่มีอะไรต้องชนะจากการฝืนร่างกาย ตอนนี้เรายังอยู่ในกระบวนการฟื้นฟู และผมต้องรับฟังร่างกายตัวเองให้ดี” เขากล่าวด้วยความสุขุม “ทุกครั้งที่วันเวลาผ่านไป หรือตอนที่ผมออกแรงหนักขึ้น มันก็จะมีอาการปวดเล็กๆ น้อยๆ โผล่มาให้เห็นเรื่อยๆ มันเป็นสิ่งที่เราต้องค่อยๆ เรียนรู้และค้นพบมันไปทีละนิด แต่ไม่มีจุดไหนที่ร้ายแรงครับ”
ด้วยสติที่อยู่กับเนื้อกับตัวและมือที่เตรียมบิดคันเร่ง อเล็กซ์ มาร์เกซ พร้อมแล้วที่จะพิสูจน์ตัวเอง ณ โบสถ์หลวงแห่งความเร็วแห่งนี้ ทุกๆ รอบที่รถหมายเลข 73 วิ่งผ่านเส้นชัยในสุดสัปดาห์นี้ จะไม่ใช่แค่การเก็บระยะทางในแทร็ก แต่มันคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่เหนือบาดแผล และเป็นก้าวที่มั่นคงในการทวงคืนความยิ่งใหญ่ร่วมกับทัพ Gresini Racing!
