รอยยิ้มที่ถูกวิจารณ์! ‘อเล็กซ์ มาร์เกซ’ ขาดหัวใจแชมป์ หรือแค่มองโลกตามความเป็นจริง หลังพลาดล้มที่ซัคเซนริง?
มายาคติของ “ผู้ชนะ” : ความทะเยอทะยานจำเป็นต้องแลกมาด้วยความทุกข์ทรมานหรือไม่?
ในโลกของการแข่งขันกีฬาระดับสูง ภาพจำที่เรามักมีต่อนักกีฬาผู้ยิ่งใหญ่ คือคนที่เกลียดความพ่ายแพ้เข้ากระดูกดำ คนที่พร้อมจะฟาดงวงฟาดงา ทุบโต๊ะ หรือหลั่งน้ำตาด้วยความเจ็บใจเมื่อทำพลาด ทว่าเมื่อ อเล็กซ์ มาร์เกซ (Alex Marquez) พลาดล้มขณะกำลังรั้งอันดับสองในศึกเยอรมันกรังด์ปรีซ์ที่ซัคเซนริง เขากลับยืนอยู่หน้ากล้องสัมภาษณ์ด้วยความนิ่งงันและ “รอยยิ้ม”
ปฏิกิริยาดังกล่าวจุดชนวนให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนัก แฟนมอเตอร์สปอร์ตและนักวิจารณ์บางส่วนตั้งคำถามทันทีว่า อเล็กซ์ ขาด “ทัศนคติของแชมป์เปี้ยน” หรือไม่? เขาขาดความดุดันและการวิจารณ์ตัวเองอย่างเคี่ยวกรำ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หลายคนเชื่อว่าคือกุญแจสู่การเป็นแชมป์โลก MotoGP ใช่หรือเปล่า?
ผลงานที่ถูกบดบังด้วยความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาที
หากเรามองข้ามรอยยิ้มที่ถูกวิจารณ์ แล้วพิจารณาจากผลงานล้วนๆ สุดสัปดาห์ที่เยอรมนีของอเล็กซ์ถือว่ายอดเยี่ยมมาก เขาเพิ่งฟื้นตัวจากช่วงเวลาที่ยากลำบาก และซัคเซนริงก็ไม่ใช่สนามที่เข้าทางเขานัก แต่เขากลับไล่กดดันพี่ชายอย่าง มาร์ค มาร์เกซ ผู้ครองฉายา ‘ราชาแห่งซัคเซนริง’ (เจ้าของสถิติชนะ 10 สมัย) ได้อย่างสูสี
อเล็กซ์จบอันดับสองในรอบสปรินต์เรซ โดยตามหลังเพียง 0.368 วินาที และกำลังขี่อยู่ในอันดับสองของเรซหลักอย่างแข็งแกร่ง ก่อนที่ฝันร้ายจะมาเยือนในรอบที่ 9
แน่นอนว่ามันคือความผิดพลาดที่ต้องจ่ายราคาแพง แต่อเล็กซ์ไม่ได้หาข้อแก้ตัวใดๆ เขาประเมินตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า “มันเป็นความผิดพลาดเล็กๆ ครับ แต่ผลลัพธ์มันหนักหนา ผมขี่ได้ดีมากในช่วงหลายรอบนั้น บางทีผมอาจจะมั่นใจเกินไปหน่อยจากผลงานเมื่อวันเสาร์ วันนี้การยึดเกาะของสนามไม่ค่อยดี มันง่ายมากที่จะทำพลาด และน่าเสียดายที่จังหวะนั้น ผมมองโลกในแง่ดีเกินไปนิด”
วิถีแห่งแชมป์ที่ไม่ได้มีแค่แม่พิมพ์เดียว
คำให้สัมภาษณ์ของอเล็กซ์ไม่ใช่คำพูดของคนขี้แพ้ที่หาข้ออ้าง แต่มันคือการทบทวนตัวเองอย่างมีสติและเฉียบคมของนักสู้ที่เข้าใจขีดจำกัดของรถและสนาม การด่วนสรุปว่าแชมป์จะต้องมีความหมกมุ่นแบบกัดไม่ปล่อยเสมอไป ถือเป็นความเชื่อที่ผูกติดอยู่กับคาแรคเตอร์แบบสุดโต่งมากเกินไป
ประวัติศาสตร์ MotoGP พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แชมป์โลกแต่ละคนมีอารมณ์และวิถีทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เรามี มาร์ค มาร์เกซ ที่หิวกระหายตลอดเวลา, มี ฆอร์เก้ ลอเรนโซ่ ที่เต็มไปด้วยอารมณ์สวิง, มี วาเลนติโน่ รอสซี่ ที่เก่งกาจเรื่องสงครามจิตวิทยา, มี เคซีย์ สโตเนอร์ ที่เย็นชากับสื่อ และมี มิค ดูฮาน ที่เด็ดขาดไร้ความรู้สึก… ทุกคนล้วนถางทางสู่ความยิ่งใหญ่ในแบบของตัวเอง
แล้วเหตุใด อเล็กซ์ มาร์เกซ จึงต้องถูกคาดหวังให้แสดงออกอย่างดุดันเหมือนพี่ชาย เพื่อให้ได้รับการยอมรับ?
มุมมองที่กว้างกว่าผลแพ้ชนะ
การหมกมุ่นกับชัยชนะจนเกินพอดี บางครั้งก็มีราคาที่ต้องจ่าย มาร์ค มาร์เกซ เคยปฏิเสธที่จะยอมรับขีดจำกัดของร่างกายที่เฆเรซปี 2020 จนต้องสูญเสียเวลาไปหลายปี มาเวริค บีญาเลส หรือ ฟรานเชสโก้ บัญญาญ่า ก็เคยเจ็บปวดจากการกดดันตัวเองจนเกินลิมิตมาแล้ว
ในทางกลับกัน อเล็กซ์กำลังแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งในแพดด็อก นั่นคือ “การมองเห็นภาพรวม” (Perspective)
“ยังไงซะ มันก็เจ็บปวดอยู่ดีที่เห็นรถลาย Telefonica Movistar ไปนอนบดอยู่บนบ่อกรวด!” อเล็กซ์ยอมรับด้วยอารมณ์ขันและรอยยิ้ม “แต่ผมมีความสุขมากกับสุดสัปดาห์นี้ เราต้องไม่ลืมว่าผมเพิ่งกลับมาจากช่วงเวลาที่ยากลำบาก นี่เป็นสัปดาห์แรกที่ผมได้แข่งแบบปกติ ไม่พลาดรอบซ้อมเลยสักเซสชัน และผมก็สามารถขี่ในระดับที่สูงมากๆ ได้”
คำถามที่ว่า อเล็กซ์ มาร์เกซ มีแรงผลักดันระดับเดียวกับตำนานคนอื่นๆ หรือไม่ อาจยังเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อไป แต่การจะด้อยค่าสภาพจิตใจของชายผู้คว้าแชมป์โลกมาแล้วทั้งในรุ่น Moto3 และ Moto2 เพียงเพราะเขาเลือกที่จะยิ้มรับความผิดพลาด คงเป็นการมองข้ามหัวใจนักสู้ของเขาไปอย่างน่าเสียดาย
สุดท้ายแล้ว ความยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากของความทุกข์ทรมานเสมอไป… และอเล็กซ์ มาร์เกซ ก็พร้อมที่จะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า เขาจะเป็นแชมป์ในแบบฉบับของเขาเอง
