“มันสำคัญกับพวกคุณ มากกว่าตัวผม”: อเล็กซ์ มาร์เกซ กับตำแหน่งรองแชมป์โลกที่เป็นเพียง ‘ใบเสร็จ’ ยืนยันความสามารถ
ฤดูกาล 2025 จะถูกจารึกว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในอาชีพของ อเล็กซ์ มาร์เกซ การจบฤดูกาลในฐานะ “รองแชมป์โลก MotoGP” (Vice-champion) เป็นรองเพียงแค่พี่ชายร่วมสายเลือดอย่าง มาร์ค มาร์เกซ ถือเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่เชื่อหรือไม่ว่า สำหรับเจ้าตัวแล้ว ถ้วยรางวัลใบนี้กลับมีความหมายในมุมที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ในวัย 29 ปี อเล็กซ์ มาร์เกซ งัดฟอร์มเทพด้วยรถ Ducati GP24 (รถสเปคปีเก่า) คว้าชัยชนะ 3 สนาม และยืนระยะได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดนับตั้งแต่คว้าแชมป์ Moto2 ในปี 2019 แต่เมื่อถูกถามถึงความรู้สึก เขาตอบกลับด้วยความนิ่งสงบที่แฝงไปด้วยนัยยะ:
“มันสำคัญสำหรับสาธารณชนมากกว่าครับ สำหรับผม… ไม่เลย สำหรับผม มันอยู่ในระดับเดียวกับแชมป์ Moto3 ปี 2014 และแชมป์ Moto2 ปี 2019 นั่นแหละ”
เขาขยายความต่อว่า “เมื่อคุณมายืนอยู่แถวหน้าใน MotoGP ได้ มันคือการยืนยันว่า ‘คุณมีพรสวรรค์’ ดูเหมือนว่าสำหรับคนดูแล้ว คุณต้องมายืนตรงจุดนี้เท่านั้น พวกเขาถึงจะเชื่อว่าคุณสมควรได้รับที่นั่งในสนาม”
ภายใต้ความนิ่งเฉยนั้น ซ่อนความจริงที่เจ็บปวดเอาไว้ อเล็กซ์ยอมรับว่าช่วงเวลาที่ยากลำบากกับ Honda ได้ทิ้งร่องรอยทั้งทางร่างกายและจิตใจ “สำหรับผม ผลงานปีนี้มันสำคัญมากหลังจากปีที่ซับซ้อนและยุ่งยากกับฮอนด้า” การย้ายมา Gresini Racing เริ่มต้นด้วยความหวัง แต่ปี 2024 ยังไม่ใช่ปีของเขา จนกระทั่งปี 2025 นี้เอง ที่เขาสามารถตะโกนบอกโลกได้เต็มเสียง “การยืนยันว่าเราอยู่ตรงนี้ เราเร็วพอ และผมสามารถเป็นนักแข่ง MotoGP ระดับท็อปได้… นั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”
ผลงานระดับ “ปรากฏการณ์” บนรถทีมอิสระ ทำให้ Ducati ตัดสินใจมอบรางวัลใหญ่ด้วยการส่งมอบ รถสเปคโรงงาน (Factory Spec) ให้เขาใช้ในฤดูกาล 2026 นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า อเล็กซ์ มาร์เกซ ไม่ใช่แค่ “น้องชายของมาร์ค” อีกต่อไป แต่คือนักแข่งที่ได้รับการยอมรับด้วยผลงานของตัวเองอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ความสำเร็จของเขายังสะท้อนถึงปีทองของทีม Gresini ที่คว้าชัยรวม 4 สนาม (รวมถึงชัยชนะแรกของรุกกี้ เฟอร์มิน อัลเดเกร ที่อินโดนีเซีย)
อเล็กซ์ มาร์เกซ ไม่ได้ต้องการถ้วยรองแชมป์เพื่อมาประดับบารมี แต่เขาใช้มันเพื่อ “ปิดปากนักวิจารณ์” และยืนยันความชอบธรรมในการเป็นนักแข่งระดับโลก ปี 2026 คำถามจะไม่ใช่ “เขาเก่งจริงไหม?” อีกต่อไป แต่จะเป็น “เขาจะไปได้ไกลแค่ไหนเมื่อมีอาวุธเท่าเทียมกับคนอื่น?” บทพิสูจน์ได้จบลงแล้ว… ต่อจากนี้คือของจริง